(https://img2.pic.in.th/rbis-stem-feb26.jpg)
ในยุคที่โลกก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Industry 4.0 คำว่า "STEM" ซึ่งย่อมาจาก วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกบรรจุไว้เป็นวาระแห่งชาติ คำถามที่น่าสนใจคือ เพราะเหตุใดวิชาการเหล่านี้ถึงมีความสำคัญถึงขั้นที่สามารถกำหนดชะตากรรมของประเทศได้ เหตุผลที่สำคัญที่สุดประการแรกคือ "เศรษฐกิจ" ในปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติหรือแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ "นวัตกรรม" ประเทศที่สามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเองได้ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือพลังงานสะอาด จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล หลักสูตร STEM จึงเป็นรากฐานในการสร้าง "ทุนมนุษย์" ที่มีความสามารถในการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์โลกอนาคต
จากรายงานของ World Economic Forum พบว่างานในอนาคตจำนวนมากยังไม่ถูกค้นพบในปัจจุบัน และงานส่วนใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นล้วนต้องใช้ทักษะด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษา STEM ไม่ได้เพียงแค่สอนให้เด็กเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร แต่เป็นการปลูกฝังทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ การบริหารธุรกิจ หรือแม้แต่งานศิลปะสร้างสรรค์ โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), โรคระบาดครั้งใหม่, หรือการขาดแคลนทรัพยากรน้ำและอาหาร การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อหาโซลูชันใหม่ๆ ประเทศที่มีรากฐาน STEM ที่แข็งแรงจะมีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตเหล่านี้ได้ดีกว่า มีระบบสาธารณสุขที่ทันสมัย และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง การส่งเสริม STEM ยังเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม หลายประเทศพยายามผลักดันให้กลุ่มคนทุกเพศและทุกสถานะทางเศรษฐกิจเข้าถึงการศึกษา STEM เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีรายได้สูง การสร้างความเสมอภาคในการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีช่วยให้พลเมืองสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวผ่านทักษะเฉพาะทางที่ตลาดแรงงานต้องการ ความโดดเด่นของ STEM (https://rbis.ac.th/what-is-stem/) ไม่ใช่การเรียนแยกส่วน แต่คือการ "บูรณาการ" (Integration) หลักสูตรนี้สอนให้เด็กมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่นำไปใช้ในวิศวกรรม เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่อธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ การคิดเชิงระบบเช่นนี้ช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นภาพรวมของปัญหา ไม่ติดกับดักการแก้ปัญหาเพียงมิติเดียว ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจที่แม่นยำและรอบด้านมากขึ้น